วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
อันตรายจากการทำงานกับสารเคมี และการควบคุมป้องกัน
การต้องปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสารเคมี ซึ่งมีการฟุ้งกระจายของสารเคมี ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอนู ฝุ่น ก๊าซ หรือไอระเหยในบรรยากาศการทำงาน ดังนั้นการมีมาตรการป้องกัน โดยการจัดให้ผู้ปฏิบัติงานมีการใช้อุปกรณ์ปกป้องระบบหายใจอย่างถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งแนวทางหนึ่งในการสร้างเสริมสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว คือ การพัฒนาองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการ นายจ้าง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยในการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและมีแนวคิดที่ถูกต้องเหมาะสม
สารเคมีในสิ่งแวดล้อมการทำงาน
1. อนุภาคของแข็ง (Solid Particles)
- ฝุ่น (Dusta)
- เส้นใย (Fibers) เช่นใยแก้ว
- ฟูม (Fumes) เกิดจากการควบแน่นของไอโลหะ
- ควัน (Smoke) เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยตัวในอากาศ
2. ของเหลว ได้แก่ ละออง (Mists)
3. ก๊าชต่างๆ (Gases) และไอระเหย (Vapor)
รูปแบบอันตรายจากสารเคมี
อาจแบ่งกลุ่มสารเคมีตามลักษณะความเป็นพิษ
1. สารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง คัน แสบ ร้อน พุพอง เช่น กรดต่างๆ ก๊าชคลอรีน แอมโมเนีย ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
2. สารที่ทำให้หมดสติได้ โดยสารเมีนี้จะไปแทนที่ออกซิเจน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจน ไซยาไนด์
3. สารเสพติด เป็นสารที่ทำอันตรายต่อระบบประสาท เช่น สารที่ระเหยได้ง่าย ได้แก่ แอลกอฮอร์ เบนซิน อะซิโตน อีเทอร์
4. สารที่เป็นอันตรายต่อระบบการสร้างโลหิต เช่น ตะกั่วจะกดไขกระดูกซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง
5. สารที่เป็นอันตรายต่อกระดูก เช่น ฟอสฟอรัส แคดเมี่ยม
6. สารที่ทำอันตรายต่อระบบการหายใจ เช่น ปอด ทำให้เกิดเยื่อพังผืดไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับออกซิเจนได้ เช่น ฝุ่นทราย ฝุ่นถ่านหิน
7. สารก่อกลายพันธุ์ ทำอันตรายต่อโครโมโซม เช่น สารกัมมันตรังสี สาร"ฆ่าแมลงบางชนิด โลหะบางชนิด
8. สารก่อมะเร็ง เช่น สารกัมมันตรังสี สารหนู แอสเบสตอส นิเกิล ไวนิลคลอไรด์
9. สารเคมีทำให้ทารกเกิดความพิการ เมื่อคลอดออกมาแล้วจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์ ได้แก่ ยาธาลิโดไมค์ ยาปราบศัตรูพืชบางชนิด
การเข้าสู่ร่างกายของสารเคมี
โดยทั่วไปสารเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางจมูกโดยการหายใจ ทางผิวหนัง และตา โดยการซึมผ่าน และทางปากโดยการกลืนกินการตระหนัก การบ่งชี้ประเภทลักษณะ และการประเมินระดับของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น
sourcd: สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน อันตรายจากการทำงานกับสารเคมี และการควบคุมป้องกัน
ระวัง 5 สารพิษใกล้ตัว (Modernmom)
ในชีวิตประจำวันของพวกเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาทำให้ชีวิตเราสบายและรวดเร็วมากขึ้น แต่ในทางกลับกันความสะดวกสบายเหล่านั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้ โดยเฉพาะสารพิษ สารเคมีใกล้ตัวที่เป็นภัยต่อสุขภาพและไม่อาจมองข้ามได้
1. เฟอร์นิเจอร์
เครื่องใช้ในบ้านและสำนักงานจำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้มักตรวจพบสารฟอร์มาลดีไฮด์ตกค้าง และสารเคลือบเงาเช่น โทลูอีน ไซลีน และ เอธิลเบนซิน รวมถึงสีที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบหลุดลอกจากเฟอร์นิเจอร์ หรือผนังอาคารปะปนกับฝุ่นผงในอากาศ
อาการ : สารฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน ไซลีน เมื่อสูดดมเข้าไปบ่อย ๆ จะมีอาการระคายเคืองจมูกและลำคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจ ส่วนสารตะกั่วนอกจากจะก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหารแล้ว ถ้าได้รับเป็นเวลานานและปริมาณมากจะมีผล คือ ปวดท้องรุนแรง ทำลายสมอง ไต ระบบการย่อยอาหารและระบบการได้ยิน
วิธีป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
2. น้ำยาลบคำผิดและกาว
มีส่วนผสมของสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะมีทินเนอร์และสารประกอบอินทรีย์เคมีชนิดต่าง ๆ ประกอบอยู่ ได้แก่ สารโทลูอีน เบนซิน และสไตลีน ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ เฉพาะและระเหยปะปนในอากาศได้ง่าย
อาการ : หากสูดดมในระยะสั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ วิงเวียน หน้ามืด มีผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง และเสียการทรงตัวได้ หากสูดดมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้โครโมโซมในเม็ดเลือดผิดปกติจนถึงขั้นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด หรือหากกลืนสารเหล่านี้เข้าไปและมีการสำลักร่วมด้วยอาจทำให้ปอดอักเสบได้
วิธีป้องกัน : หลีกเลี่ยงการสูดดม และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
3. ฝุ่นละอองในสำนักงาน
อาจเกิดจากผงหมึกที่กระจายออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร ฝุ่นเยื่อกระดาษที่อาจพบตามเอกสารต่าง ๆ บนโต๊ะทำงาน หรือกระดาษปิดผนังหรือวอลเปเปอร์ โดยฝุ่นเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในปอดได้
อาการ : จะมีอาการไอ จาม และระคายเคืองต่อตา จมูก และคันผิวหนัง หากได้รับบ่อย ๆ อาจก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืดได้
วิธีป้องกัน : ควรจัดวางโต๊ะทำงานไม่ให้หนาแน่น ทำความสะอาดห้อง และโต๊ะทำงานเป็นประจำ แบ่งโซนเครื่องถ่ายเอกสารหรือหนังสือให้อยู่ในมุมที่ห่างไกลจากคนทำงาน
4. สารเคมีจากคอมพิวเตอร์
มีผลการศึกษาของนักวิจัยในสวีเดนระบุว่า สารเคมีจากจอคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ โดยสารเคมีที่ชื่อ Triphenyl Phosphate ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในจอวิดีโอหรือปากกาเคมี ตลอดจนสเปรย์ปรับอากาศ ซึ่งมีกลิ่นจากสารเคมี
อาการ : ระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกและตาได้
วิธีป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
5. ไอเสียจากรถยนต์
ในระหว่างการเดินทางไปทำงานและกลับบ้านทุก ๆ วันท่ามกลางการจราจรอันแออัด คุณแม่มีโอกาสได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จากรถยนต์ที่วิ่งอยู่ตามถนน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของคุณแม่แย่ลงได้
อาการ : ถ้าได้รับปริมาณน้อย ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจ หอบสั้น คลื่นไส้ ง่วงซึม และการตัดสินใจไม่ค่อยเด่นชัด มีความสับสน แต่ถ้าในระดับความเข้มข้นที่สูงมาก ๆ ก็ทำให้ประสาทมึนงง ซึม และหมดสติ
วิธีป้องกัน : ใช้ผ้าปิดปาก หลีกเลี่ยงการสูดดมหรืออยู่ในสถานที่ที่ระบายอากาศได้ดี
1. เฟอร์นิเจอร์
เครื่องใช้ในบ้านและสำนักงานจำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้มักตรวจพบสารฟอร์มาลดีไฮด์ตกค้าง และสารเคลือบเงาเช่น โทลูอีน ไซลีน และ เอธิลเบนซิน รวมถึงสีที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบหลุดลอกจากเฟอร์นิเจอร์ หรือผนังอาคารปะปนกับฝุ่นผงในอากาศ
อาการ : สารฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน ไซลีน เมื่อสูดดมเข้าไปบ่อย ๆ จะมีอาการระคายเคืองจมูกและลำคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจ ส่วนสารตะกั่วนอกจากจะก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหารแล้ว ถ้าได้รับเป็นเวลานานและปริมาณมากจะมีผล คือ ปวดท้องรุนแรง ทำลายสมอง ไต ระบบการย่อยอาหารและระบบการได้ยิน
วิธีป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
2. น้ำยาลบคำผิดและกาว
มีส่วนผสมของสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะมีทินเนอร์และสารประกอบอินทรีย์เคมีชนิดต่าง ๆ ประกอบอยู่ ได้แก่ สารโทลูอีน เบนซิน และสไตลีน ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ เฉพาะและระเหยปะปนในอากาศได้ง่าย
อาการ : หากสูดดมในระยะสั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ วิงเวียน หน้ามืด มีผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง และเสียการทรงตัวได้ หากสูดดมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้โครโมโซมในเม็ดเลือดผิดปกติจนถึงขั้นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด หรือหากกลืนสารเหล่านี้เข้าไปและมีการสำลักร่วมด้วยอาจทำให้ปอดอักเสบได้
วิธีป้องกัน : หลีกเลี่ยงการสูดดม และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
3. ฝุ่นละอองในสำนักงาน
อาจเกิดจากผงหมึกที่กระจายออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร ฝุ่นเยื่อกระดาษที่อาจพบตามเอกสารต่าง ๆ บนโต๊ะทำงาน หรือกระดาษปิดผนังหรือวอลเปเปอร์ โดยฝุ่นเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในปอดได้
อาการ : จะมีอาการไอ จาม และระคายเคืองต่อตา จมูก และคันผิวหนัง หากได้รับบ่อย ๆ อาจก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืดได้
วิธีป้องกัน : ควรจัดวางโต๊ะทำงานไม่ให้หนาแน่น ทำความสะอาดห้อง และโต๊ะทำงานเป็นประจำ แบ่งโซนเครื่องถ่ายเอกสารหรือหนังสือให้อยู่ในมุมที่ห่างไกลจากคนทำงาน
4. สารเคมีจากคอมพิวเตอร์
มีผลการศึกษาของนักวิจัยในสวีเดนระบุว่า สารเคมีจากจอคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ โดยสารเคมีที่ชื่อ Triphenyl Phosphate ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในจอวิดีโอหรือปากกาเคมี ตลอดจนสเปรย์ปรับอากาศ ซึ่งมีกลิ่นจากสารเคมี
อาการ : ระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกและตาได้
วิธีป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี
5. ไอเสียจากรถยนต์
ในระหว่างการเดินทางไปทำงานและกลับบ้านทุก ๆ วันท่ามกลางการจราจรอันแออัด คุณแม่มีโอกาสได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จากรถยนต์ที่วิ่งอยู่ตามถนน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของคุณแม่แย่ลงได้
อาการ : ถ้าได้รับปริมาณน้อย ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจ หอบสั้น คลื่นไส้ ง่วงซึม และการตัดสินใจไม่ค่อยเด่นชัด มีความสับสน แต่ถ้าในระดับความเข้มข้นที่สูงมาก ๆ ก็ทำให้ประสาทมึนงง ซึม และหมดสติ
วิธีป้องกัน : ใช้ผ้าปิดปาก หลีกเลี่ยงการสูดดมหรืออยู่ในสถานที่ที่ระบายอากาศได้ดี
ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสําอาง
ขณะนี้ได้มีข่าวเกี่ยวกับสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้สารประเภทนี้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสบู่เหลว ซึ่งใช้กันทุกเพศทุกวัย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้นิ่งนอนใจได้ทำการสืบค้นและติดตาม ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารที่ใช้ในเครื่องสำอางมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณี ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสำอาง
สารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลว แชมพู ตลอดจนยาสีฟัน
และจากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ (ซึ่งไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก) อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ 1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง
ทั้งนี้เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตาทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่ฉลากระบุว่า “ Sodium Lauryl Sulfate Free” ได้
ขณะนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็ง
ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจใดๆ
สารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลว แชมพู ตลอดจนยาสีฟัน
และจากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ (ซึ่งไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก) อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ 1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง
ทั้งนี้เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตาทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่ฉลากระบุว่า “ Sodium Lauryl Sulfate Free” ได้
ขณะนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็ง
ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจใดๆ
+++++ อันตรายของสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์ +++++
> เครื่องสําอางเป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้สาวๆทั้งหลายดูสวยดึงดูดใจมากขึ้น แต่รู้ไหมว่ามีสารเคมีหลายชนิดที่หากใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสําอางค์ก็จะ ก่อพิษให้ร่างกาย ได้แก่
>
> MINERAL OIL (Petrolatum) : สารจากการสกัดนํ้ามันปิโตรเลียม ใช้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่อาจอุดตันรูขุมขนจนเกิดสิวได้
>
> PROPYLENE GLYCOL : ใช้ป้องกันการจับเป็นก้อนแข็งในมอยส์เจอร์ไรเซอร์บางยี่ห้อ มีผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสารตั้งต้นสารก่อมะเร็ง
>
> TRIETHANOLAMINE (TEA) : ใช้ปรับค่าสมดุลกรดด่างในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกาย ซึ่งหากมีมากก็จะระคายเคือง และมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์
>
> ISOPROPYL MYRISTATE (IPM) : ใช้เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื่น อาจอุดตันรูขุมขนได้
>
> POLYETHYLENE: เป็นเม็ดพลาสติกใช้ในการสครับขัดผิว แม้ไม่ซึมผ่านผิวหนังได้ แต่ก็อาจระคายเคืองผิว
>
> IMIDAZOLIDINYL1 AND DIAZOLIDDINYL1 UREA: สารกันเสียในเครื่องสําอาง การสลายตัวทําให้เกิดฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) มีผลต่อผิวหนังและระบบหายใจ เป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
>
> PARABEN: สารกันเสียในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น ใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภทจึงง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หากปริมาณมากจะขัดขวางการทํางานของต่อมไร้ท่อ
>
> SODIUM LAURETH SULFATE (SLES): พบในแชมพูและเจลอาบนํ้า ใช้เพื่อให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิว อาจทําให้เส้นผมและผิวอ่อนแอลง
>
> ARTIFICIAL COLORS: สีที่ใช้เติมแต่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากมีส่วนผสมของสารหนูและสารตะกั่วก็จะเป็นสารก่อมะเร็งได้
>
> SILICONE: สารคล้ายยาง มีความยืดหยุ่นสูง นิยมใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ เช่น ครีมนวดผม อาจสะสมในตับและต่อมนํ้าเหลืองได้
>
> PETROLEUM DERIVATIVE: สารจากการแยกนํ้ามันปิโตรเลียม ใช้เพื่อกักเก็บความชื้นของผิว อาจทําให้ผิวระคายเคือง อุดตัน เกิดเป็นสิว
>
> SYNTHETIC POLYMER: สารโพลีเมอร์ที่ใช้เจลแต่งผมหรือครีมนวดผมบางยี่ห้อ ซึ่งหากเป็นสารที่ได้จากพืชก็จะเป็นมิตรกับร่างกายมากกว่าสารจากพลาสติก สังเคราะห์
>
> POLYETHYLENE GLYCOL : ใช้เพิ่มความชุ่มชื้นในครีมทําความสะอาดและบํารุงผิว ซึ่งสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา ได้ออกคําเดือนว่าระคายเคืองต่อผิวสูง ทั้งอาจเป็นสาเหตุความผิดปกติของตับและไต และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับและจมูก
>
> QUATS: สารชะล้างที่ใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ เช่น นํ้ายาล้างพื้น หากนํามาผสมในแชมพูหรือเจลอาบนํ้าก็จะทําให้เกิดผดผื่นและทําลายระบบหายใจ
>
> ดังนั้นเวลาที่เลือกซื้อเครื่องสําอางก็ควรอ่านฉลากที่ระบุส่วนผสมดูก่อนว่า สารเหล่านี้เป็นส่วนผสมหรือไม่ ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้มักจะเรียงจากปริมาณมากที่สุดไปถึงน้องที่สุดตามลําดับ ในฉลาก ควรสวยแบบปลอดสารเคมี เพื่อให้ผิวได้พักผ่อนบ้างก็น่าจะได้
>
> เรื่องคัดลอกจาก นิตยาสาร herworld
>
>
> MINERAL OIL (Petrolatum) : สารจากการสกัดนํ้ามันปิโตรเลียม ใช้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น แต่อาจอุดตันรูขุมขนจนเกิดสิวได้
>
> PROPYLENE GLYCOL : ใช้ป้องกันการจับเป็นก้อนแข็งในมอยส์เจอร์ไรเซอร์บางยี่ห้อ มีผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสารตั้งต้นสารก่อมะเร็ง
>
> TRIETHANOLAMINE (TEA) : ใช้ปรับค่าสมดุลกรดด่างในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกาย ซึ่งหากมีมากก็จะระคายเคือง และมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์
>
> ISOPROPYL MYRISTATE (IPM) : ใช้เคลือบผิวรักษาความชุ่มชื่น อาจอุดตันรูขุมขนได้
>
> POLYETHYLENE: เป็นเม็ดพลาสติกใช้ในการสครับขัดผิว แม้ไม่ซึมผ่านผิวหนังได้ แต่ก็อาจระคายเคืองผิว
>
> IMIDAZOLIDINYL1 AND DIAZOLIDDINYL1 UREA: สารกันเสียในเครื่องสําอาง การสลายตัวทําให้เกิดฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) มีผลต่อผิวหนังและระบบหายใจ เป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
>
> PARABEN: สารกันเสียในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น ใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภทจึงง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หากปริมาณมากจะขัดขวางการทํางานของต่อมไร้ท่อ
>
> SODIUM LAURETH SULFATE (SLES): พบในแชมพูและเจลอาบนํ้า ใช้เพื่อให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิว อาจทําให้เส้นผมและผิวอ่อนแอลง
>
> ARTIFICIAL COLORS: สีที่ใช้เติมแต่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากมีส่วนผสมของสารหนูและสารตะกั่วก็จะเป็นสารก่อมะเร็งได้
>
> SILICONE: สารคล้ายยาง มีความยืดหยุ่นสูง นิยมใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ เช่น ครีมนวดผม อาจสะสมในตับและต่อมนํ้าเหลืองได้
>
> PETROLEUM DERIVATIVE: สารจากการแยกนํ้ามันปิโตรเลียม ใช้เพื่อกักเก็บความชื้นของผิว อาจทําให้ผิวระคายเคือง อุดตัน เกิดเป็นสิว
>
> SYNTHETIC POLYMER: สารโพลีเมอร์ที่ใช้เจลแต่งผมหรือครีมนวดผมบางยี่ห้อ ซึ่งหากเป็นสารที่ได้จากพืชก็จะเป็นมิตรกับร่างกายมากกว่าสารจากพลาสติก สังเคราะห์
>
> POLYETHYLENE GLYCOL : ใช้เพิ่มความชุ่มชื้นในครีมทําความสะอาดและบํารุงผิว ซึ่งสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา ได้ออกคําเดือนว่าระคายเคืองต่อผิวสูง ทั้งอาจเป็นสาเหตุความผิดปกติของตับและไต และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับและจมูก
>
> QUATS: สารชะล้างที่ใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ เช่น นํ้ายาล้างพื้น หากนํามาผสมในแชมพูหรือเจลอาบนํ้าก็จะทําให้เกิดผดผื่นและทําลายระบบหายใจ
>
> ดังนั้นเวลาที่เลือกซื้อเครื่องสําอางก็ควรอ่านฉลากที่ระบุส่วนผสมดูก่อนว่า สารเหล่านี้เป็นส่วนผสมหรือไม่ ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้มักจะเรียงจากปริมาณมากที่สุดไปถึงน้องที่สุดตามลําดับ ในฉลาก ควรสวยแบบปลอดสารเคมี เพื่อให้ผิวได้พักผ่อนบ้างก็น่าจะได้
>
> เรื่องคัดลอกจาก นิตยาสาร herworld
>
การจัดการสารเคมีในกระแสโลก : ประเทศไทยอยู่ตรงไหน
การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ เน้นที่การจัดการปลายท่อ หมายถึง ดูแค่ว่าของเสียที่ถูกปล่อยออกมาจะจัดการได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์การเรียนรู้จากสภาพปัญหาก็ทำให้วิธีคิดของการจัดการมาเน้นตั้งแต่ต้นทาง ถ้าต้นทางดูแลได้ดี ปัญหาที่ปลายทางก็จะลดลง และเพื่อจะให้เกิดความยั่งยืน ก็ต้องดูทั้งระบบตลอดสายและมองให้ครบทุกมิติของเศรษศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลตอกัน การจัดการสารเคมีก็ทำนองเดียวกัน ครั้งหนึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตต้นทาง คิดถึงแต่ความเสี่ยงจากการผลิตไปสู่ อากาศ น้ำ สิ่งแวดล้อม จริงๆ แล้วการปลดปล่อยสารพิษเกิดขึ้นระหว่างการใช้และการทิ้งด้วย เช่น ตะกั่วในของเล่นและเครื่องประดับ สาร PFC (Perfluorinated compound) ในสิ่งทอ ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อใช้เป็นวัสดุกันน้ำ สารตัวนี้คงทน จึงสะสมได้ในระบบชีวภาพ DEHP (Diethylhexyl phthalate) ใช้เป็น plasticizer ในพลาสติก PVC จะหลุดออกมาระหว่างการใช้ ตัวอย่างเช่นนี้มีอีกมากมาย สารเคมีที่ออกมาสู่ตลาด ก็ไม่แน่ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับอันตรายเพียงพอเพียงใด เพราะเมื่อก่อนการศึกษายังไม่ครบถ้วน อาจมีการมาพบที่หลังว่าเกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว การส่งต่อสารอันตรายจึงกระจายไปได้ทั่วโลกโดยผ่านตัวสินค้าที่ค้าขายกัน
สภาพปัญหาจึงเป็นประเด็นสากลเพื่อลดความเสี่ยง มาตราการระดับอนุสัญญาสหประชาชาติออกมาหลายอนุสัญญา เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัมเพื่อให้มีการแจ้งขออนุญาตก่อน (Convention on the Prior Informed Consent Procedure for Certain Hazardous Chemicals and Pesticides in International Trade, PIC) หรืออนุสัญญาสตอกโฮล์มเกี่ยวกับสารตกค้าง (Protocols on Heavy Metal and Persistent Organic Pollutants, POPs) ในกระแสโลกแนวคิดของการจัดการสารเคมีจึงหันมาให้ความสำคัญกับหลักการป้องกันไว้ก่อน (precautionary) เพราะการจัดการแบบเดิมไม่สามารถให้ความมั่นใจต่อความปลอดภัยของสังคมได้ มาตรการหรือกฎหมายของประเทศต่างๆได้ถูกปรับเปลี่ยนเกือบจะเรียกว่า โละทิ้งกฎหมายเก่า เพื่อให้เกิดการจัดการเชิงรุกมากกว่าการล้อมคอก ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2008 ได้ปรับปรุงกฎหมาย Consumer Product Safety ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1973 ยกเครื่องกฎระเบียบให้ผู้บริโภคสบายใจได้ว่าสินค้าที่อยู่บนหิ้งในร้านปลอดภัย เช่น มีการห้ามใช้ตะกั่วในของเล่นเด็ก กำหนดมาตรฐานใหม่ของสารหลายชนิดในผลิตภัณฑ์ ประเทศแคนนาดาประกาศใช้กฎหมายทำนองเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010 สำหรับประชาคมยุโรปได้ออกระเบียบ REACH ในปี ค.ศ.2007 (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) เพื่อจัดระบบใหม่ให้มีมาตรการที่ทำให้มีข้อมูลสารเคมีทุกชนิดเข้าสู่ระบบ โดยให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบในข้อมูลการประเมินความเสี่ยงทั้งหลาย และข้อมูลความปลอดภัยเหล่านี้จะต้องถูกส่งต่อตลอดห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าจะเป็นมาตรการใช้กับภาคีสมาชิก แต่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าขายโดยปริยาย ประเทศคู่ค้าทั้งหลายจึงถูกกระทบไปด้วย ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศผู้ผลิตก็มีความเคลื่อนไหวในทางที่ดีขึ้น นอกจากจะปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว บางแห่งก็มีมาตรการเพิ่มขึ้นตามความสมัครใจ ภาคธุรกิจเริ่มขยับตัวเห็นได้จาก Wal-Mart ได้ตกลงกับสมาคมการค้า ผู้จัดจำหน่าย (supplier) และบริษัทจัดการข้อมูล เพื่อสร้างระบบการจัดการข้อมูล โดยเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารเคมีสูงและกระจายกว้างขวางในตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์ซักล้าง คำว่า “สารเคมีในผลิตภัณฑ์ (Chemicals in Product, CiP)” เริ่มพูดกันมากขึ้น มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดให้บริการ เพื่อผู้บริโภคจะทราบได้ว่าส่วนประกอบทางเคมีในผลิตภัณฑ์คืออะไร วิธีใช้อย่างปลอดภัยคืออะไร ความเคลื่อนไหวได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคการเงินไปแล้ว ดังธนาคาร HSBC ยังมีนโยบายสารเคมีกำหนดขึ้นในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคและสารเคมี เพราะจริงๆ แล้วประเด็นนี้ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อธุรกิจ และต่อภาพพจน์ของธุรกิจ เวทีขององค์การสิ่งแวดล้อมโลก (UNEP) ในโปรแกรม SAICM (Strategic Approach to International Chemical Management) ก็ใช้ประเด็น CiP เป็นตัวขับเคลื่อน
จะเห็นได้ว่าการจัดการสารเคมีต้องทำเชิงรุก ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การคาดการณ์เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ และองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเชิงรุกก็อยู่ที่ตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสารเคมี ที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การใช้ จนถึงการทิ้ง และกำจัด ข้อมูลดังกล่าวนี้ต้องส่งต่อ สื่อสารตลอดเส้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญในการตัดสินใจใช้ของผู้เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่คนออกแบบสินค้า คนงานในโรงงาน คนขายส่งขายปลีก ถึงผู้บริโภค และต่อไปจนถึงผู้นำกลับมาใช้ และกำจัด อุตสาหกรรมจะสร้างความน่าเชื่อถือต่อสังคมได้ ก็ต่อเมื่อสังคมแน่ใจได้ว่า สารเคมีที่มีในตลาด และในสินค้าได้รับการประเมินถึงอันตรายแฝง ข้อมูลสารเคมีจากต้นทางจึงมีความสำคัญและต้องเข้าถึงได้ในระดับหนึ่ง จึงมีการจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ใช้ (Chemical inventory) และฐานข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (CiP) เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ส่วนมากคือประเทศพัฒนาแล้ว จากแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Greener Economy) ที่มีอุปสรรคอยู่ที่การขาดข้อมูลของสารเคมี
การจัดการสารเคมีของไทยอยู่ในสภาพคล้ายๆ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย คือขาดข้อมูลพื้นฐานทั้งหลาย มาตรการที่ไม่เข้มงวดจึงเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งสิ้น ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งร่วมเวทีกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นสมาชิกที่ดีปฏิบัติตามโดยตลอด ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศคู่ค้า เช่น EU เข้มแข็งขึ้น การคุ้มครองความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องเข้ามาเกี่ยวกับการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ยังตามไม่ทันนโยบายหรือมาตรการใหม่ๆ ของประเทศคู่ค้า ขาดการพัฒนากฎหมาย จึงถูกบีบด้วยมาตรการฝ่ายเดียวอย่าง REACH ของ EU เป็นต้น กฎหมายและมาตรการบังคับใช้ที่อ่อนแอ เป็นช่องว่างให้เกิดการหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค ซึ่งก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเรียกร้อง การย้ายฐานการผลิต การใช้สารต้องห้าม การนำเข้า ครอบครอง และขนส่งสารอันตราย ล้วนมาจากปัญหาพื้นฐานของการขาดข้อมูลสารเคมีทั้งสิ้น
ดังนั้นหากประเทศไทยจะลุกขึ้นจัดการสารเคมีเชิงรุก จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ใช้ (Chemical inventory) และรายการสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (Chemicals in Product) มาตรการภาครัฐฯ ต้องดำเนินการภายใต้หลักการป้องกันไว้ก่อนและหลักของสิทธิการรับรู้ เพื่อให้ภาพรวมและการเคลื่อนไหวของสารเคมีปรากฎชัดขึ้นเพียงพอต่อการกำหนดนโยบายหรือมาตรการได้อย่างถูกทิศทาง และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งสังคมในภาพกว้าง เมื่อตั้งต้นจากการมีข้อมูลพื้นฐานแล้ว เรื่องของความปลอดภัยด้วยการส่งต่อข้อมูลตลอดสายโซ่อุปทาน การมีเทคนิคการสื่อสาร การสร้างความตระหนักรู้ย่อมทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะไปในทิศทางที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของสินค้าต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้นทุกที
ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม “เกาะกระแสโลก” เราสามารถที่จะเรียนรู้วิธีคิดของกระแสโลกอย่างมีเหตุมีผล เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการจัดการให้เหมาะสมกับเราได้อย่างรู้เท่าทัน อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มหรือไม่ และทำอย่างไรดี ทั้งนี้มิใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อความปลอดภัยทางสังคมไทยและสิ่งแวดล้อมของไทยเอง
สภาพปัญหาจึงเป็นประเด็นสากลเพื่อลดความเสี่ยง มาตราการระดับอนุสัญญาสหประชาชาติออกมาหลายอนุสัญญา เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัมเพื่อให้มีการแจ้งขออนุญาตก่อน (Convention on the Prior Informed Consent Procedure for Certain Hazardous Chemicals and Pesticides in International Trade, PIC) หรืออนุสัญญาสตอกโฮล์มเกี่ยวกับสารตกค้าง (Protocols on Heavy Metal and Persistent Organic Pollutants, POPs) ในกระแสโลกแนวคิดของการจัดการสารเคมีจึงหันมาให้ความสำคัญกับหลักการป้องกันไว้ก่อน (precautionary) เพราะการจัดการแบบเดิมไม่สามารถให้ความมั่นใจต่อความปลอดภัยของสังคมได้ มาตรการหรือกฎหมายของประเทศต่างๆได้ถูกปรับเปลี่ยนเกือบจะเรียกว่า โละทิ้งกฎหมายเก่า เพื่อให้เกิดการจัดการเชิงรุกมากกว่าการล้อมคอก ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2008 ได้ปรับปรุงกฎหมาย Consumer Product Safety ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1973 ยกเครื่องกฎระเบียบให้ผู้บริโภคสบายใจได้ว่าสินค้าที่อยู่บนหิ้งในร้านปลอดภัย เช่น มีการห้ามใช้ตะกั่วในของเล่นเด็ก กำหนดมาตรฐานใหม่ของสารหลายชนิดในผลิตภัณฑ์ ประเทศแคนนาดาประกาศใช้กฎหมายทำนองเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010 สำหรับประชาคมยุโรปได้ออกระเบียบ REACH ในปี ค.ศ.2007 (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) เพื่อจัดระบบใหม่ให้มีมาตรการที่ทำให้มีข้อมูลสารเคมีทุกชนิดเข้าสู่ระบบ โดยให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบในข้อมูลการประเมินความเสี่ยงทั้งหลาย และข้อมูลความปลอดภัยเหล่านี้จะต้องถูกส่งต่อตลอดห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าจะเป็นมาตรการใช้กับภาคีสมาชิก แต่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าขายโดยปริยาย ประเทศคู่ค้าทั้งหลายจึงถูกกระทบไปด้วย ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศผู้ผลิตก็มีความเคลื่อนไหวในทางที่ดีขึ้น นอกจากจะปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว บางแห่งก็มีมาตรการเพิ่มขึ้นตามความสมัครใจ ภาคธุรกิจเริ่มขยับตัวเห็นได้จาก Wal-Mart ได้ตกลงกับสมาคมการค้า ผู้จัดจำหน่าย (supplier) และบริษัทจัดการข้อมูล เพื่อสร้างระบบการจัดการข้อมูล โดยเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารเคมีสูงและกระจายกว้างขวางในตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์ซักล้าง คำว่า “สารเคมีในผลิตภัณฑ์ (Chemicals in Product, CiP)” เริ่มพูดกันมากขึ้น มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เปิดให้บริการ เพื่อผู้บริโภคจะทราบได้ว่าส่วนประกอบทางเคมีในผลิตภัณฑ์คืออะไร วิธีใช้อย่างปลอดภัยคืออะไร ความเคลื่อนไหวได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคการเงินไปแล้ว ดังธนาคาร HSBC ยังมีนโยบายสารเคมีกำหนดขึ้นในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคและสารเคมี เพราะจริงๆ แล้วประเด็นนี้ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อธุรกิจ และต่อภาพพจน์ของธุรกิจ เวทีขององค์การสิ่งแวดล้อมโลก (UNEP) ในโปรแกรม SAICM (Strategic Approach to International Chemical Management) ก็ใช้ประเด็น CiP เป็นตัวขับเคลื่อน
จะเห็นได้ว่าการจัดการสารเคมีต้องทำเชิงรุก ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การคาดการณ์เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้ และองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเชิงรุกก็อยู่ที่ตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสารเคมี ที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การใช้ จนถึงการทิ้ง และกำจัด ข้อมูลดังกล่าวนี้ต้องส่งต่อ สื่อสารตลอดเส้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญในการตัดสินใจใช้ของผู้เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่คนออกแบบสินค้า คนงานในโรงงาน คนขายส่งขายปลีก ถึงผู้บริโภค และต่อไปจนถึงผู้นำกลับมาใช้ และกำจัด อุตสาหกรรมจะสร้างความน่าเชื่อถือต่อสังคมได้ ก็ต่อเมื่อสังคมแน่ใจได้ว่า สารเคมีที่มีในตลาด และในสินค้าได้รับการประเมินถึงอันตรายแฝง ข้อมูลสารเคมีจากต้นทางจึงมีความสำคัญและต้องเข้าถึงได้ในระดับหนึ่ง จึงมีการจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ใช้ (Chemical inventory) และฐานข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (CiP) เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ส่วนมากคือประเทศพัฒนาแล้ว จากแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Greener Economy) ที่มีอุปสรรคอยู่ที่การขาดข้อมูลของสารเคมี
การจัดการสารเคมีของไทยอยู่ในสภาพคล้ายๆ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย คือขาดข้อมูลพื้นฐานทั้งหลาย มาตรการที่ไม่เข้มงวดจึงเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งสิ้น ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งร่วมเวทีกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นสมาชิกที่ดีปฏิบัติตามโดยตลอด ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศคู่ค้า เช่น EU เข้มแข็งขึ้น การคุ้มครองความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องเข้ามาเกี่ยวกับการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ยังตามไม่ทันนโยบายหรือมาตรการใหม่ๆ ของประเทศคู่ค้า ขาดการพัฒนากฎหมาย จึงถูกบีบด้วยมาตรการฝ่ายเดียวอย่าง REACH ของ EU เป็นต้น กฎหมายและมาตรการบังคับใช้ที่อ่อนแอ เป็นช่องว่างให้เกิดการหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค ซึ่งก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเรียกร้อง การย้ายฐานการผลิต การใช้สารต้องห้าม การนำเข้า ครอบครอง และขนส่งสารอันตราย ล้วนมาจากปัญหาพื้นฐานของการขาดข้อมูลสารเคมีทั้งสิ้น
ดังนั้นหากประเทศไทยจะลุกขึ้นจัดการสารเคมีเชิงรุก จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ภาคอุตสาหกรรมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่การจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ใช้ (Chemical inventory) และรายการสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (Chemicals in Product) มาตรการภาครัฐฯ ต้องดำเนินการภายใต้หลักการป้องกันไว้ก่อนและหลักของสิทธิการรับรู้ เพื่อให้ภาพรวมและการเคลื่อนไหวของสารเคมีปรากฎชัดขึ้นเพียงพอต่อการกำหนดนโยบายหรือมาตรการได้อย่างถูกทิศทาง และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งสังคมในภาพกว้าง เมื่อตั้งต้นจากการมีข้อมูลพื้นฐานแล้ว เรื่องของความปลอดภัยด้วยการส่งต่อข้อมูลตลอดสายโซ่อุปทาน การมีเทคนิคการสื่อสาร การสร้างความตระหนักรู้ย่อมทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะไปในทิศทางที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของสินค้าต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้นทุกที
ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม “เกาะกระแสโลก” เราสามารถที่จะเรียนรู้วิธีคิดของกระแสโลกอย่างมีเหตุมีผล เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการจัดการให้เหมาะสมกับเราได้อย่างรู้เท่าทัน อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มหรือไม่ และทำอย่างไรดี ทั้งนี้มิใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อความปลอดภัยทางสังคมไทยและสิ่งแวดล้อมของไทยเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)